travel-davinci-code-locations

เที่ยวตามรอย The Da Vinci Code: ผจญภัยไขปริศนาสัญลักษณ์ในสถานที่จริง

สำหรับผู้ที่หลงใหลในภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยปริศนา ประวัติศาสตร์ และศิลปะอย่าง “The Da Vinci Code” หรือในชื่อไทยคือ “รหัสลับระทึกโลก” ภาพยนตร์แนวลึกลับระทึกขวัญในปี 2006 ที่ดัดแปลงเรื่องราวมาจากนวนิยายในชื่อเดียวกันของแดน บราวน์ (Dan Brown) โดยผู้กำกับรอน ฮาวเวิร์ด (Ron Howard) ผู้เคยกำกับภาพยนตร์ Apollo 13 และได้นักแสดงนำอย่างทอม แฮงส์ (Tom Hanks) กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง โดยเขาจะมารับเป็น  ศาสตราจารย์โรเบิร์ต แลงดอน (Robert Langdon) นักสัญลักษณ์วิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ที่ต้องมาผจญภัยไขปริศนาไปตามสถานที่จริงในประวัติศาสตร์อันเก่าแก่และงดงามทั่วยุโรป เปลี่ยนให้สถานที่ทางประวัติศาสตร์เหล่านั้นกลายเป็นฉากหลังของความลับที่ซ่อนอยู่

การเดินทางตามรอย The Da Vinci Code จึงไม่ใช่แค่การเที่ยวชมสถานที่ แต่คือการเดินทางสู่โลกที่ศิลปะ ประวัติศาสตร์ และนิยายซ้อนทับกันอย่างลงตัวบทความนี้จะพาคุณไปสำรวจสถานที่สำคัญจากภาพยนตร์และหนังสือ พร้อมเคล็ดลับการเดินทางที่จะทำให้การผจญภัยตามรอยของคุณเต็มไปด้วยความหมายและได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศ เชื่อมโยงเรื่องราวในจอเข้ากับความจริง และค้นพบเสน่ห์เฉพาะตัวของแต่ละสถานที่ที่ถูกนำมาผูกโยงกับโครงเรื่องอันซับซ้อน

ในบทความนี้ เราจะพาคุณออกเดินทางตามรอยเท้าศาสตราจารย์โรเบิร์ต แลงดอน และโซฟี เนอเวอ ไปยังแลนด์มาร์กสำคัญที่ปรากฏในภาพยนตร์ The Da Vinci Code พร้อมกับเกร็ดประวัติศาสตร์ เคล็ดลับการท่องเที่ยว และความเชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้

ตัวอย่างภาพยนตร์ The Da Vinci Code (2006)


พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre Museum), ปารีส ฝรั่งเศส

จุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งใหญ่ในภาพยนตร์ The Da Vinci Code คือ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในโลก ไม่เพียงเป็นสถานที่เก็บรักษาผลงานศิลปะชิ้นเอกนับไม่ถ้วน แต่ยังเป็นฉากสำคัญที่เปิดปมปริศนาทั้งหมด ภาพยนตร์แสดงให้เห็นถึงการไล่ล่าในห้องโถงอันกว้างใหญ่ และการค้นพบข้อความปริศนาใกล้ผลงานชิ้นเอก รวมถึงฉากสำคัญที่ “พีระมิดกลับหัว” (Pyramide Inversée) ซึ่งหนังสือและภาพยนตร์ผูกโยงเข้ากับทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์และภาพยนตร์: ลูฟร์เคยเป็นพระราชวังหลวงก่อนจะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นศูนย์รวมอารยธรรมและศิลปะมาหลายศตวรรษ ในภาพยนตร์ ที่นี่คือที่ที่ ฌาคส์ โซนิแยร์ (Jacques Saunière) ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์และเป็นหนึ่งในผู้นำของกลุ่มลับที่เรียกว่า “สมาคมแห่งไซออน” ถูกสังหาร เขาได้ทิ้งร่องรอยปริศนาไว้ การตามหาความหมายของสัญลักษณ์เหล่านี้ทำให้เราได้เห็นส่วนต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์ที่งดงามและลึกลับ

louvre-museum

เคล็ดลับการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ :

ข้อมูลรายละเอียด
เวลาทำการปกติเปิด 09:00 – 18:00 น. (ปิดวันอังคาร) อาจมีรอบค่ำในบางวัน ตรวจสอบล่วงหน้าเสมอ
ค่าเข้าชมควรซื้อตั๋วล่วงหน้าออนไลน์เพื่อประหยัดเวลาและรับประกันการเข้าชม (ประมาณ €17-20)
การเดินทางรถไฟใต้ดินสาย 1 หรือ 7 ลงสถานี Palais-Royal Musée du Louvre
ข้อแนะนำวางแผนโซนที่ต้องการชมล่วงหน้า เนื่องจากพิพิธภัณฑ์ใหญ่มาก มีการอนุญาตให้ถ่ายภาพได้ในหลายส่วน แต่ไม่อนุญาตให้ใช้แฟลช

โบสถ์แซงต์-ซุลปิซ (Saint-Sulpice Church), ปารีส ฝรั่งเศส

สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในภาพยนตร์ เนื่องจากเป็นที่ที่ตัวละคร ไซลาส (Silas) นักบวชอัลบิโนผู้เคร่งศาสนา ออกตามหาสัญลักษณ์สำคัญที่เขาเชื่อว่าจะนำไปสู่จอกศักดิ์สิทธิ์ ตามคำสั่งของ “ท่านอาจารย์” ภาพยนตร์เน้นย้ำถึง “เส้นกุหลาบ” (Rose Line หรือ Meridian Line) และสิ่งปลูกสร้างภายในโบสถ์

saint-sulpice church-the-da-vinci-code

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์และภาพยนตร์: โบสถ์แซงต์-ซุลปิซเป็นโบสถ์คาทอลิกขนาดใหญ่ในปารีส มีประวัติยาวนานและสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่ง เส้นกุหลาบที่ปรากฏในโบสถ์เป็นเส้นเมริเดียนในอดีต ใช้ในการคำนวณทางดาราศาสตร์ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับจอกศักดิ์สิทธิ์หรือสมาคมลับใดๆ ตามที่ภาพยนตร์นำเสนอ ความขัดแย้งระหว่างเรื่องแต่งกับความเป็นจริงนี้เป็นจุดที่น่าสนใจในการมาเยือน

saint-sulpice church

เคล็ดลับการท่องเที่ยวโบสถ์แซงต์-ซุลปิซ:

ข้อมูลรายละเอียด
เวลาทำการเปิดให้เข้าชมทุกวัน โดยทั่วไป 07:30 – 19:30 น. (อาจแตกต่างกันไปในแต่ละส่วน/วัน)
ค่าเข้าชมเข้าชมฟรี ยกเว้นบางส่วนที่อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (เช่น หอคอย)
การเดินทางรถไฟใต้ดินสาย 4 ลงสถานี Saint-Sulpice
ข้อแนะนำควรเข้าชมด้วยความเคารพ เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาจริง มีเส้นทองเหลืองฝังอยู่บนพื้นโบสถ์ ใช้บอกเวลาในอดีตจริง แต่ไม่ได้มีความลับทางศาสนาตามภาพยนตร์

โบสถ์รอสลิน แชเปล (Rosslyn Chapel), สกอตแลนด์ สหราชอาณาจักร

จุดหมายปลายทางสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความลึกลับและเป็นหัวใจของเรื่องราวตามที่นำเสนอในภาพยนตร์ โบสถ์รอสลิน แชเปล เป็นโบสถ์เล็กๆ ที่มีสถาปัตยกรรมและการแกะสลักอันวิจิตรบรรจงและแปลกตา สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 และเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่ตีความได้หลากหลาย ภาพยนตร์ใช้ที่นี่เป็นสถานที่เฉลยปมปริศนาและเปิดเผยความจริงที่เกี่ยวกับตระกูลของโซฟี เนอเวอ (Sophie Neveu)

rosslyn-chapel-the-da-vinci-code

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์และภาพยนตร์: โบสถ์รอสลิน แชเปลเกี่ยวข้องกับตำนานอัศวินเทมพลาร์และทฤษฎีเกี่ยวกับจอกศักดิ์สิทธิ์มายาวนานก่อนที่หนังสือ The Da Vinci Code จะโด่งดัง การแกะสลักที่ซับซ้อน เช่น “Apprentice Pillar” (เสาช่างฝึกหัด) หรือภาพแกะสลักปริศนาอื่นๆ ได้รับการตีความมากมาย ในภาพยนตร์ ที่นี่ถูกนำเสนอว่าเป็นสถานที่เก็บซ่อนความลับสำคัญที่สุด

rosslyn-chapel

เคล็ดลับการท่องเที่ยวโบสถ์รอสลิน แชเปล:

ข้อมูลรายละเอียด
เวลาทำการเปิดให้เข้าชมทุกวัน (ยกเว้นวันคริสต์มาสและวันขึ้นปีใหม่) เวลา 09:30 – 17:00 น. (อาจแตกต่างกันในฤดูหนาว)
ค่าเข้าชมมีค่าเข้าชม ประมาณ £10-12 ควรซื้อตั๋วออนไลน์ล่วงหน้า
การเดินทางอยู่ห่างจากเอดินบะระประมาณ 7 ไมล์ สามารถเดินทางโดยรถประจำทาง (Lothian Buses สาย 37) หรือรถยนต์
ข้อแนะนำมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวพร้อมข้อมูลเชิงลึก ห้ามถ่ายภาพภายในโบสถ์เพื่อรักษาความสงบและความปลอดภัยของโบราณสถาน

มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ (Westminster Abbey), ลอนดอน สหราชอาณาจักร

แม้บทบาทในภาพยนตร์จะไม่ได้เด่นชัดเท่าสถานที่อื่นๆ แต่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในลอนดอนของตัวละครหลัก สถานที่แห่งนี้คือมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอังกฤษ เป็นสถานที่ประกอบพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์และราชินีอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1066 และเป็นที่ฝังพระศพและบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายท่าน

westminster-abbey-the-da-vinci-code

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์และภาพยนตร์: มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ประวัติศาสตร์ และความเชื่อมโยงระหว่างศาสนาและรัฐในสหราชอาณาจักร การปรากฏตัวในภาพยนตร์ตอกย้ำบรรยากาศของเมืองลอนดอนซึ่งเป็นศูนย์กลางอีกแห่งของเรื่องราวในหนังสือและภาพยนตร์ แม้ว่าฉากสำคัญในลอนดอนส่วนใหญ่ในภาพยนตร์จะเกิดขึ้นที่โบสถ์เทมเปิล (Temple Church) ก็ตาม

westminster-abbey

เคล็ดลับการท่องเที่ยวมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์:

ข้อมูลรายละเอียด
เวลาทำการเปิดให้เข้าชมวันจันทร์-เสาร์ (ปิดวันอาทิตย์และบางวันที่มีพิธีพิเศษ) เวลาแตกต่างกันไป ควรตรวจสอบในเว็บไซต์ทางการ
ค่าเข้าชมมีค่าเข้าชม ควรซื้อตั๋วออนไลน์ล่วงหน้าเพื่อความสะดวก (ประมาณ £27)
การเดินทางรถไฟใต้ดินลงสถานี Westminster
ข้อแนะนำวางแผนเวลารอคิวเผื่อไว้ มีออดิโอไกด์ฟรีเพื่อช่วยในการสำรวจ ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายใน

การผสมผสานระหว่างเรื่องจริงและเรื่องแต่ง

เสน่ห์ของการเที่ยวตามรอย “The Da Vinci Code” อยู่ที่การที่นิยายเรื่องนี้หยิบยกเอาสถานที่จริง ประวัติศาสตร์ศิลปะ บุคคลสำคัญ และทฤษฎีสมคบคิดมายำรวมกันได้อย่างน่าตื่นเต้น แม้ว่าข้อเท็จจริงหลายอย่างในนิยายจะถูกบิดเบือนหรือแต่งเติมขึ้นเพื่ออรรถรส แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันกระตุ้นความสนใจของผู้คนจำนวนมากให้หันมามองสถานที่เหล่านี้ในมุมที่แตกต่างออกไป การเดินทางตามรอยช่วยเปิดมุมมองให้เราเห็นว่า ประวัติศาสตร์ไม่ได้อยู่ในหนังสือเรียนเท่านั้น แต่ยังสลักเสลาอยู่บนก้อนหิน ผืนผ้าใบ และสถาปัตยกรรมที่เราสามารถไปสัมผัสได้จริง


คำถามที่พบบ่อย

Q: สถานที่ที่ปรากฏใน The Da Vinci Code ในภาพยนตร์เหมือนจริงทุกอย่างหรือไม่?
A: ภาพยนตร์มักมีการปรับเปลี่ยนสถานที่บางส่วนเพื่อให้เข้ากับเนื้อเรื่อง เช่น “เส้นกุหลาบ” ในโบสถ์แซงต์-ซุลปิซถูกนำเสนอแตกต่างจากความเป็นจริง หรือรายละเอียดบางอย่างในลูฟร์ ดังนั้น การไปเยือนสถานที่จริงจะทำให้คุณเห็นความแตกต่างและเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหลังที่แท้จริง

Q: สามารถเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้ได้ในทริปเดียวหรือไม่?
A: เป็นไปได้ แต่จะต้องใช้เวลาเดินทางข้ามประเทศ (ฝรั่งเศส-อังกฤษ-สกอตแลนด์) ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7-10 วัน เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการเยี่ยมชมแต่ละสถานที่อย่างละเอียดและเพลิดเพลินกับการเดินทางระหว่างเมือง การจัดสรรเวลาเดินทางระหว่างเมืองและประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญ

Q: จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์หรือศิลปะก่อนไปเที่ยวหรือไม่?
A: ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เชิงลึก แต่การได้อ่านหนังสือหรือชมภาพยนตร์ก่อนไป จะช่วยให้เข้าใจบริบทและเพลิดเพลินกับการตามรอยสถานที่ต่างๆ ได้มากขึ้น นอกจากนี้ สถานที่ส่วนใหญ่มีข้อมูลและไกด์นำชมที่ช่วยอธิบายรายละเอียด


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : IMDb (The Da Vinci Code), THE DA VINCI CODE – Official Trailer, Thaifly Travel